ประเทศญี่ปุ่นนอกจากจะเป็นประเทศยอดฮิตของนักท่องเที่ยว ที่เต็มด้วยไปการคมนาคมที่ทันสมัย ความสวยงามทางธรรมชาติ และความน่าตื่นตาตื่นใจของวัฒนธรรมดั้งเดิมแล้ว ประเทศญี่ปุ่นยังถือเป็นสวรรค์ของนักช้อปปิ้ง เนื่องจากมีสินค้าเด็ดๆ และร้านค้าที่น่าสนใจมากมายไว้ให้เราได้เลือกซื้อหา แต่จะดีแค่ไหนหากเราสามารถช้อปปิ้งได้อย่างสนุกมือแม้ว่างบประมาณที่มีก็ไม่ได้มากแต่ใจรักการช้อปปิ้งเสียเหลือเกิน วันนี้ AirAsisGo มีขั้นตอนการซื้อสินค้าปลอดภาษีและเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Japan tax free มาบอกเพื่อนๆ กัน รับรองว่าสิ่งที่เรานำมาบอกนี้จะทำให้ชีวิตการช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่นของเพื่อนๆ ง่ายยิ่งขึ้น แถมยังได้สินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่ากลับเมืองไทยอย่างแน่นอน

1. พาสปอร์ตคือรหัสลับของการช้อปปิ้ง

ช้อปปิ้งสุดฟินกับสินค้าปลอดภาษี Tax Free ที่ญี่ปุ่น0003

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเวลาเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ พาสปอร์ตคือเอกสารสำคัญที่เราต้องพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยยืนยันตัวตนของเราเท่านั้น แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นนี้เรายังต้องใช้พาสปอร์ตในการช้อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีด้วย เพียงแค่เพื่อนๆ เดินไปที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน ยื่นสินค้าพร้อมกับพาสปอร์ตให้กับพนักงาน เพียงแค่นี้ พนักงานก็จะทำการหักภาษีสินค้าออกให้เพื่อนๆ ทันทีอย่างง่ายดาย
ข้อควรระวัง : พาสปอร์ตที่สามารถใช้ในการซื้อสินค้าปลอดภาษีได้นั้น จะต้องมี “ตราประทับวันเดินทางเข้าประเทศอย่างชัดเจน” เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนๆ เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นผ่านประตูอัตโนมัติที่ไม่มีการประทับตรายืนยันใดๆ เพื่อนๆ จะต้องเดินทางไปหาเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้เขาประทับตราเข้าประเทศให้อย่างชัดเจน เพราะหากไม่มีการตราประทับนี้ ต่อให้เตรียมเงินในกระเป๋ามาพร้อมช้อปปิ้งมากมายแค่ไหน ก็มีสิทธ์ที่จะพลาด ฝันสลาย อดช้อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีกันได้

2. แหล่งช้อปปิ้งสินค้าปลอดภาษี ไม่ได้มีแค่ในสนามบิน

ช้อปปิ้งสุดฟินกับสินค้าปลอดภาษี Tax Free ที่ญี่ปุ่น

ขอบคุณภาพจาก :https://tax-freeshop.jnto.go.jp/eng/index.php

ปัจจุบันแหล่งช้อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีในประเทศญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามบินเหมือนสมัยก่อนเท่านั้น ตามย่านการค้าใหญ่ๆ ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนร้านค้าสะดวกซื้ออย่าง 7- eleven หรือแม้แต่ร้านขายยาและเครื่องสำอางที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง ร้านมัตสึโมโตะ คิโยชิ ถ้าหากมีสัญลักษณ์หรือเคาน์เตอร์ให้บริการติดป้าย Japan Tax-Free Shop ตามรูปด้านบนนี้ เราก็สามารถเดินช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าปลอดภาษีได้อย่างอิสระและสะดวกสบายโดยต้องมียอดซื้อสินค้าตามเงื่อนไขที่ทางการกำหนดไว้อย่างชัดเจน

3. เงื่อนไขการเลือกซื้อสินค้าปลอดภาษีมีอะไรบ้าง

ช้อปปิ้งสุดฟินกับสินค้าปลอดภาษี Tax Free ที่ญี่ปุ่น05

เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นนั้น มีการกำหนดมูลค่าภาษีของสินค้าแต่ละชนิดไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงได้ทำการแยกประเภทสินค้าปลอดภาษีออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  • กลุ่มสินค้าจำพวกยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม (บริโภค)
  • กลุ่มสินค้าจำพวกเครื่องไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ ตลอดจนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย (อุปโภค)

โดยมีเงื่อนไขว่า สินค้ากลุ่ม A จะต้องมียอดสั่งซื้อมูลค่า 5,001- 500,000 เยน (รวมภาษี) และสินค้ากลุ่ม B จะต้องมียอดสั่งซื้อมูลค่า 10,000 – 500,000 เยน (รวมภาษี) เท่านั้น ถึงจะสามารถทำการยื่นขอคืนภาษีได้
ข้อควรระวัง : สินค้าทั้ง 2 ประเภทไม่สามารถนำยอดการซื้อมารวมกันเพื่อขอคืนภาษีได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องวางแผนการช้อปปิ้งไว้อย่างรัดกุม เพื่อความคุ้มค่าและจะได้ไม่เสียเวลาในการดำเนินเรื่องขอคืนภาษี

4. ขั้นตอนการขอคืนภาษี

ช้อปปิ้งสุดฟินกับสินค้าปลอดภาษี Tax Free ที่ญี่ปุ่น06

ขั้นตอนการขอคืนภาษีนั้นสามารถทำได้ 2 วิธีหลักๆ คือ

  1. ยื่นพาสปอร์ตพร้อมตัวสินค้าแสดงความจำนงว่าต้องการขอคืนภาษี แล้วให้พนักงานหักค่าภาษีออกจากสินค้านั้นๆ ให้เลย
  2. ในกรณีที่ช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าหรือย่านการค้าที่มีร้านค้าจำนวนมาก ให้เราเก็บใบเสร็จสินค้าเอาไว้แล้วเอาไปยื่นที่เคาน์เตอร์หรือจุดให้บริการพร้อมพาสปอร์ตและสินค้าต่างๆ ที่เราซื้อมา

โดยทั้ง 2 วิธีการนี้ทางเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบสินค้าแพ็คสินค้าลงถุงที่มีลักษณะพิเศษ ไม่สามารถแกะออกมาใช้ได้ และออกใบรายการสินค้าขอคืนภาษีให้เรา เพื่อเอาไว้ไปยื่นกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรในวันที่เราเดินทางกลับไทย
ข้อควรระวัง : ห้ามทำใบรายการสินค้าที่ขอคืนภาษีหายอย่างเด็ดขาด เพราะหากไม่มีใบแสดงรายการสินค้านี้ ข้าวของที่เราช้อปปิ้งมาทั้งหมดอาจจะถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรริบคืนและไม่สามารถนำออกนอกประเทศญี่ปุ่นได้

5. ขั้นตอนการนำสินค้าออกนอกประเทศ

ช้อปปิ้งสุดฟินกับสินค้าปลอดภาษี Tax Free ที่ญี่ปุ่น002

เมื่อถึงวันเดินทางกลับให้เรายื่นพาสปอร์ต ใบรายการสินค้าขอคืนภาษี และตัวสินค้าให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบ โดยจะมีขั้นตอนการตรวจสอบตั้งแต่

  • พาสปอร์ตคนซื้อกับคนนำสินค้ากลับไปเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่
  • ใบรายการสินค้าที่เราเอามาแสดงนั้น มีควรตามจำนวนที่แจ้งไว้หรือเปล่า
  • แพ็คเก็จสินค้านั้นได้มีร่องรอยการแกะใช้หรือไม่ ถ้ามีการขอคืนภาษีของสินค้านั้นๆ จะถือเป็นโมฆะ เราจะต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนไม่สามารถขอคืนภาษีได้

ดังนั้นหากเราต้องการแกะใช้สินค้าตัวไหนในระหว่างที่ยังอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เราควรรีบแจ้งกับเจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบสินค้าในข้อ 4 เสียก่อนที่จะทำการแพ็คของตั้งแต่ต้นและในกรณีที่สินค้าของเราเป็น “ของเหลว” มีความจำเป็นต้องโหลดลงใต้เครื่อง เราก็ควรชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ให้ทำการแยกแพ็คสินค้าชนิดนี้ออกจากสินค้าตัวอื่น เพื่อความสะดวกและง่ายกับการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ศุลกากร

6. การขอคืนภาษีนั้นไม่ได้ใช้ได้สำหรับทุกคน

ช้อปปิ้งสุดฟินกับสินค้าปลอดภาษี Tax Free ที่ญี่ปุ่น01

การขอคืนภาษีสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นจะสงวนสิทธิ์ให้กับ

  • นักเดินทางท่องเที่ยวหรือผู้พำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นไม่เกิน 6 เดือน
  • คนญี่ปุ่นที่พำนักอยู่ในประเทศอื่นและเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น
  • ส่วนผู้ที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่นนานเกิน 6 เดือน ถือวีซ่านักเรียน หรือวีซ่าทำงานในญี่ปุ่นจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ในการซื้อสินค้าปลอดภาษีได้

และนี่ก็คือขั้นตอนการเลือกซื้อสินค้าปลอดภาษี และทิปส์เล็กๆ น้อยๆ ที่ AirAsiaGo นำเอามาฝากกัน จะได้เห็นว่าหากเราวางแผนการช้อปปิ้ง จัดแยกประเภทสินค้าเป็นหมวดหมู่แล้ว การขอคืนภาษีสินค้านั้นก็จะสะดวก รวดเร็ว ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่นี้เราก็สามารถตัดกังวลเรื่องเงินในกระเป๋า ออกไปลั๊ลลาเดินช้อปปิ้งตามห้างร้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใจกลางเมืองหลวงอย่างชินจูกุหรือสรวงสวรรค์แห่งการช้อปปิ้งอย่างชิบูย่าได้อย่างสบายใจ อีกทั้งยังมีเงินเหลือไว้สำหรับเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้อีกหลายทริปเลย

โรงแรมและที่พักในญี่ปุ่น : Hotel Gracery Shinjuku, Shibuya Tokyu REI Hotel, โรงแรมและที่พักอื่นๆ ในโตเกียว

จองตั๋วเครื่องบิน