การได้ตื่นมา มองดูพระอาทิตย์ขึ้นแสงแรกของวัน ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามยามเช้า เป็นสิ่งที่สามารถ เติมพลังให้กับชีวิตได้อย่างดีเยี่ยมเลยนะคะ ซึ่งประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นสวยงามอยู่หลายจุดเลยค่ะ และ AirAsiaGo ก็ได้คัด 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทยที่ห้ามพลาดมาฝากกันด้วย

1.ผาชนะได จ.อุบลราชธานี

ห้ามพลาด! 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทย

ผาชนะได เป็นจุดที่สามารถเห็นแสงแรกของพระอาทิตย์ที่จะขึ้นเป็นที่แรกในประเทศไทยเลยค่ะ และเป็นจุดเริ่มต้นการคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้นในประเทศไทยอีกด้วย หากมองตรงไปจะเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาแดนลาวสลับซับซ้อนสวยงาม รวมถึงเมฆหมอกเหนือลำน้ำโขง โดยเบื้องล่างจะเป็นแม่น้ำโขงค่ะ ซึ่งกั้นแบ่งเขตระหว่างแดนไทยกับลาว ช่วงปลายตุลาคม – กุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ผาชนะไดจะสวยและอากาศดีเป็นพิเศษ หากใครมาชมพระอาทิตย์ขึ้นในช่วงนี้จะเห็นดอกไม้บานสะพรั่งเต็มไปหมดเลยค่ะ

การเดินทาง : การเดินทางสู่ผาชนะได สามารถเดินทางได้ทั้งทางเครื่องบินและการขับรถไปเองค่ะ ซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่ จ.อุบลราชธานี ได้ที่

หรือจองแบบแพ็คเกจ เที่ยวบินพร้อมโรงแรมในราคาประหยัด ได้ที่

btn-package-ubonratchathani
และเมื่อถึงสนามบินสามารถเช่ารถไปยังผาชนะไดได้เลยค่ะ

หากขับรถไปเอง เริ่มจากวัดถ้ำปาฏิหาริย์ จ.อุบลราชธานี ให้ขับไปทางน้ำตกกรีช ผ่านหินเต่าชมจันทร์ ผ่านตาน้ำ แล้วจะพบทุ่งหญ้า ลานดอกไม้ พะลานหินถ้ำไฮ เสาเฉลียงคู่ โหง่นแต้ม เนินสนสองใบ น้ำตกห้วยพอก และสุดท้ายจะพบกับผาชนะได ระยะทางรวมประมาณ 9 กิโลเมตร

สำหรับโรงแรมแนะนำในจังหวัดอุบลราชธานี เช่น โรงแรมสุนีย์แกรนด์, วี โฮเทล อุบลราชธานี, โรงแรมลายทอง

2.ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย

ห้ามพลาด! 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทย

ภูชี้ฟ้า เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยมากในประเทศไทย ด้วยความสูงที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 – 1,628 เมตร และมีทะเลหมอกหนามากในช่วงฤดูหนาว นอกจากการขึ้นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ระหว่างทางที่มาภูชี้ฟ้า ยังเป็นเส้นทางชมดอกพญาเสือโคร่งด้วยนะคะ แนะนำว่าควรขึ้นเดินทางไปยอดภูตั้งแต่เช้ามือ ประมาณตีห้ากำลังดีค่ะ

การเดินทาง : การเดินทางสู่ภูชี้ฟ้า สามารถเดินทางได้ทั้งทางเครื่องบินและการขับรถไปเองค่ะ ซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่ จ.เชียงราย ได้ที่

btn-chiangrai

หรือจองแบบแพ็คเกจ เที่ยวบินพร้อมโรงแรมในราคาประหยัด ได้ที่

และเมื่อถึงสนามบินเชียงราย ให้นั่งแท็กซี่ไปที่ขนส่งใหม่ ซึ่งจะมีรถตู้ไปภูชี้ฟ้า ค่าโดยสาร 150 บาท โดยรถตู้จะมีบริการเฉพาะปลายเดือน พ.ค. ถึง ม.ค. (สอบถามรายละเอียดที่ บริษัทสหกิจเดินรถ 053-742-429) หรือเมื่อถึงสนามบินเชียงราย ให้นั่งรถไปยังอำเภอเทิง จากนั้นใช้บริการรถโดยสารสายเทิงไปยังภูชี้ฟ้า

หากขับรถไปเองให้ใช้เส้นทางเชียงราย – เทิง – ภูชี้ฟ้า เมื่อถึงแล้วจะต้องจอดรถไว้ที่ลานจอดรถบนภู และเดินขึ้นไปยอดภู ประมาณ 700 เมตร

สำหรับโรงแรมและที่พักแนะนำใกล้ภูชี้ฟ้า ได้แก่ ภูหมอกดอกไม้ รีสอร์ท และโรงแรมแนะนำในเชียงราย เช่น โรงแรมไฮ เชียงราย, อิมพิเรียล โกเด้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ท

3.ดอยช้าง จ.เชียงราย

ห้ามพลาด! 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทย

ดอยช้าง ไม่ได้มีดีแค่กาแฟนะคะ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยไม่แพ้ที่อื่นเลยค่ะ ยามพระอาทิตย์สาดส่องจะกระทบกับดอกไม้นานาพันธุ์และต้นหญ้าทำให้มีสีสันสวยงามยิ่งนัก ด้านบนมีอากาศที่บริสุทธิ์ ในช่วงฤดูหนาวจะมีดอกพญาเสือโคร่งบานจำนวนมากเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีจุดท่องเที่ยวสำคัญอีกมากมาย อาทิ แปลงปลูกดอกไม้และผลไม้เมืองหนาว บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไร่กาแฟอาราบิก้า ฯลฯ

การเดินทาง : การเดินทางสู่ดอยช้าง สามารถเดินทางได้ทั้งทางเครื่องบินและการขับรถไปเองค่ะ ซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่ จ.เชียงราย ได้ที่

btn-chiangrai หรือจองแบบแพ็คเกจ เที่ยวบินพร้อมโรงแรมในราคาประหยัด ได้ที่

และเมื่อถึงสนามบินเชียงรายสามารถเช่ารถไปยังดอยช้างได้เลยค่ะ

หากขับรถไปเองจากตัวเมืองเชียงราย ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ไปทาง อ.พาน ระยะทางรวม 22 กม. เมื่อถึงหลัก กม. 807 ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงแม่สรวย-เวียงป่าเป้า-ดอยสะเก็ด-เชียงใหม่ (ทางหลวงหมายเลข 118) ไปอีกประมาณ 23 กม. จนถึงหลัก กม.134 จะเจอสามแยกดอยวาวี ให้เลี้ยวขวาไปตามถนน รพช. บ้านตีนดอย – บ้านใหม่หมอกจ๋าม ผ่านทางเข้าเขื่อนแม่สรวย อีก 5 กม. จะเจอทางแยกซ้ายมือขึ้นไปบ้านดอยช้าง ระยะทางประมาณ 22 กม. โดยสภาพเส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ดังนั้นรถจะต้องพร้อมและคนขับต้องมีความชำนาญในการขับ

สำหรับโรงแรมและที่พักแนะนำใกล้กับดอยช้าง ได้แก่ ฟูลเฮ้าส์รีสอร์ท, สีสันน้ำกรณ์รีสอร์ท, โรงแรมศิลามณี รีสอร์ท แอนด์ สปา

4.ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์

ห้ามพลาด! 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทย

ภูทับเบิก เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมากางเต้นท์ รอดูพระอาทิตย์ขึ้นแสงแรกของวันพร้อมวิวทะเลหมอก นอนมองดูดาวยามตะวันลับตามท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปีอีกด้วย นอกจากนั้นภูทับเบิกยังขึ้นชื่อเรื่องไร่ดอกกะหล่ำที่เรียงรายตามทาง ซึ่งดอกกะหล่ำจะบานช่วงเดือน ต.ค. ส่วนดอกพญาเสือโคร่งจะเริ่มบานในเดือน ธ.ค. ค่ะ ใครที่ชื่นชอบบรรยากาศการกางเต้นท์นอนต้องมาลองสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง

การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ (ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต) ให้ใช้ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) มุ่งหน้าสู่ จ.สระบุรี จ.ลพบุรี สู่ภูทับเบิก จากเพชรบูรณ์ให้ใช้ทางหลวง (หมายเลข 21) ประมาณ 40 กม. ก็จะถึงสี่แยกหล่มสัก จากนั้นตรงไปตาม (ทางหลวงหมายเลข 203) อีก 13 กม. ก็จะพบป้ายบอกทางไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตาม (ทางหลวงหมายเลข 2011) และ (ทางหลวงหมายเลข 2331) อีก 40 กม. ก็จะถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียมของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จากตรงนี้จะมีทางแยกขวาเพื่อเข้าหมู่บ้านทับเบิกไปอีก 6 กม. เส้นทางจากหล่มเก่ามา ภูทับเบิกจะสูงชันและคดเคี้ยวมาก ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง  ซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่ จ.พิษณุโลก โดยจองได้ที่

หรือจองแบบแพ็คเกจ เที่ยวบินพร้อมโรงแรมในราคาประหยัด ได้ที่

ส่วนใหญ่แล้วที่ภูทับเบิกจะนิยมการกางเต้นท์นอนรอชมพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ แต่หากใครไม่ชอบนอนเต้นท์ เรามีโรงแรมและที่พักแนะนำในจังหวัดเพชรบูรณ์มาฝากด้วย เช่น ฟู่ฟู่ อินเลิฟ คอทเทจ แอนด์ แคมป์กราวด์, อิมพีเรียล ภูแก้ว ฮิลล์ รีสอร์ท, เบสทินี่ โฮเทล แอนด์ เรสเทอรองต์ เพชรบูรณ์

5.ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่

ห้ามพลาด! 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทย

ดอยอ่างขาง นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องไร่สตรอว์เบอร์รี พืชผักเมืองหนาว และดอกพญาเสือโคร่งที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยแบบชนิดที่ว่าต้องมาให้เห็นกับตาสักครั้งในชีวิตค่ะ ดอยอ่างขาง เป็นภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร และมียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวจุดสำคัญต่าง ๆ หลายจุด เช่น สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อุโมงค์ดอกพญาเสือโคร่ง สวนบ๊วย สวนท้อ ฯลฯ

การเดินทาง : การเดินทางไปดอยอ่างขาง สามารถเดินทางได้ทั้งทางเครื่องบินและการขับรถไปเองค่ะ ซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่ จ.เชียงใหม่ โดยจองได้ที่

btn-chiangmai

หรือจองแบบแพ็คเกจ เที่ยวบินพร้อมโรงแรมในราคาประหยัด ได้ที่

btn-package-chiangmai

เมื่อถึงสนามบินเชียงใหม่ให้ขึ้นรถแดงหรือแท็กซี่ไปยังคิวรถช้างเผือก ราคาประมาณ 20 – 40 บาท และเมื่อถึงคิวรถช้างเผือกแล้ว สามารถขึ้นรถตู้หรือรถบัสไปลงปากทางขึ้นอ่างขาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อถึงปากทางขึ้นอ่างขางแล้ว จะเจอรถสองแถวขึ้นดอยอ่างขาง สามารถตกลงราคาจากรถสองแถวได้เลย

หากขับรถไปเอง จากตัวเชียงใหม่ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่ – ฝาง เมื่อผ่านเข้าเขต อ.เชียงดาว บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 79 จะเจอทางแยกทางหลวงหมายเลข 1178 จากนั้นเลี้ยวซ้ายผ่าน ต.เมืองงาย ผ่านบ้านอรุโณทัย บ้านหลวง ซึ่งเส้นทางจะค่อนข้างแคบค่ะ แต่ว่าไม่ค่อยลาดชัน เดินทางได้สะดวกกว่าเส้นทางสายอื่นค่ะ

สำหรับโรงแรมและที่พักแนะนำใกล้ดอยอ่างขาง เช่น โรงแรมขุนยูว, ภูมณี ลาฮู โฮมโฮเทล, แม่กก ริเวอร์ วิลเลจ รีสอร์ท

6.ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่

ห้ามพลาด! 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทย

อย่างที่ทราบกันดีว่าดอยอินทนนท์เป็นจุดสูงสุดแดนสยาม ดังนั้นการมารอดูแสงแรกของวันที่นี่จะได้ความรู้สึกที่น่าประทับใจแบบไม่รู้ลืม เพราะคุณจะได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวและทะเลหมอกตระการตา อีกทั้งยังมีจุดชมวิวและสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้แวะสัมผัสธรรมชาติและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย อาทิ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน น้ำตกแม่ยะ พระธาตุนภเมทนีดล พระธาตุนภพลภูมิสิริ ฯลฯ

การเดินทาง : การเดินทางไปดอยอินทนนท์ สามารถเดินทางได้ทั้งทางเครื่องบินและการขับรถไปเองค่ะ ซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่ จ.เชียงใหม่ โดยจองได้ที่

btn-chiangmaiหรือจองแบบแพ็คเกจ เที่ยวบินพร้อมโรงแรมในราคาประหยัด ได้ที่

btn-package-chiangmai

เมื่อถึงสนามบินเชียงใหม่ ให้นั่งรถแดงไปที่ประตูเมืองเชียงใหม่จะมีรถสองแถว (รถเหลือง) จอดอยู่ เส้นทางเชียงใหม่ – จอมทอง โดยนั่งไปลงที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง บริเวณหน้าวัดจะมีรถสองแถวให้เหมาขึ้นไปเที่ยวดอยอินทนนท์ค่ะ ราคาแล้วแต่ตกลง

หากขับรถยนต์ไปเอง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปดอยอินทนนท์ ประมาณ 106 กม. ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่ – จอมทอง เมื่อถึงหลักกม.ที่ 57 ก่อนถึง อ.จอมทอง 1 กม. ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง – อินทนนท์ ระยะทางประมาณ 48 กม. ค่ะ แนะนำว่าหากใครขับรถไปเองจะต้องเป็นรถที่มีสภาพดีและผู้ขับมีความชำนาญนะคะ เนื่องจากถนนค่อนข้างสูงและมีความชัน และการนำรถขึ้นไปเองนั้น จะต้องเสียค่าผ่านทาง รถยนต์ 4 ล้อ จำนวน 30 บาท และค่าเข้าอุทยาน ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท / ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้ดอนอินทนนท์ เช่น น้ำแร่แม่วางไพลินรีสอร์ท, เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท, ภูพราว รีสอร์ท

7.เขาตะเคียนโง๊ะ จ.เพชรบูรณ์

ห้ามพลาด! 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทย

เขาตะเคียนโง๊ะ หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อนี้ แต่ที่นี่ถือว่าเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยอีกแห่งหนึ่งในเขาค้อค่ะ หากใครมาเที่ยวเขาค้อแล้วก็สามารถมากางเต้นท์รอชมพระอาทิตย์ขึ้นกันที่นี่ได้ คุณสามารถรอชมพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมทะเลหมอกแบบวิว 360 องศา สามารถไปถ่ายรูปสวย ๆ กันได้ มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี สามารถเดินทางได้ง่ายด้วย รับรองว่าถ้ามาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

การเดินทาง : จากสี่แยกรื่นฤดี (สะเดาะพงษ์) เขาค้อ ให้ใช้เส้นทางไปยังอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ขับไปประมาณ 8 กิโลเมตรก็จะพบจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ ซึ่งเป็นจุดชมวิวริมทางหลวงเลขที่ 2258 ซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่ จ.พิษณุโลก โดยจองได้ที่

หรือจองแบบแพ็คเกจ เที่ยวบินพร้อมโรงแรมในราคาประหยัด ได้ที่

ที่จุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ สามารถกางเต้นท์นอนรอชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เลยค่ะ แต่หากใครไม่ชอบนอนเต้นท์ เรามีโรงแรมและที่พักแนะนำในจังหวัดเพชรบูรณ์มาฝากด้วย เช่น เดอะบลูสกาย เขาค้อ, บายเมือง ณ เขาค้อ รีสอร์ท วิวทะเลหมอก, เขาค้อ บูติก แคมป์

8.ภูกระดึง จ.เลย

ห้ามพลาด! 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทย

ภูกระดึง เป็นสถานที่ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ต้องใช้ความพยายามในการพิชิตยอดภูด้วยทางเดินกว่า 9 กิโลเมตร แต่รับรองว่าเมื่อพิชิตยอดภูได้แล้วคุณจะต้องตะลึงกับความงามด้านบนอย่างแน่นอนค่ะ บนภูกระดึงมีจุดท่องเที่ยวสำคัญหลายชุด ไม่ว่าจะเป็นผานกแอ่น ผาหล่มสัก ผาหมากดูก ฯลฯ คุณจะได้ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมใบเมเปิ้ลสีแดงและต้นสนอันสวยงามที่จะตราตรึงใจสมกับความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางขึ้นไปพิชิตยอดภูเลยค่ะ ซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่ จ.เลย โดยจองได้ที่

หรือจองแบบแพ็คเกจ เที่ยวบินพร้อมโรงแรมในราคาประหยัด ได้ที่

สำหรับอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเท้าขึ้นไปยอดภูกระดึงได้ในช่วง 1 ต.ค. ถึง 31 พ.ค. ทุกปี ตั้งแต่เวลา 7.00 – 14.00 น. โดยมีค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ ผู้ใหญ่ 40 บาท / เด็ก 20 บาท และจะปิดไม่ให้พักบนยอดภูกระดึง ตั้งแต่ 1 มิ.ย. ถึง 30 ก.ย. ของทุกปี ส่วนวิธีการเดินทางมาที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงให้มาตามทางหลวงหมายเลข 201 เมื่อถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 276 ให้เลี้ยวไปตามทางหลวงหมายเลข 2019 ประมาณ 8 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวจะนิยมมากางเต้นท์รอชมพระอาทิตย์ขึ้นกันค่ะ โดยค่ากางเต็นท์ 30 บาทต่อคน/คืน แต่หากใครไม่ชอบนอนเต้นท์ เรามีโรงแรมและที่พักแนะนำในจังหวัดเลยมาแนะนำด้วยค่ะ เช่น โรงแรมเลยพาเลซ, ม้วนมาณี บูทีค โฮเทล, เลย วิลเลจ

ห้ามพลาด! 8 สุดยอดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในไทย