ตะลุยกัวลาลัมเปอร์ – มะละกา ไฮไลท์เด็ดแห่งมาเลเซีย

เมืองหลวงแห่งความศิวิไลซ์ ของประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซียนั้น เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีทั้งความสมัยใหม่ และยังคงอนุรักษ์สถานที่ในอดีตไว้เช่นกัน ทำให้การเดินทางไปเที่ยวที่แห่งนี้ เราจะได้สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวที่ครบรสชาติ ภายในเวลาอันสั้น งั้นตามไปดูกันเลยดีกว่าว่ากัวลาลัมเปอร์และมะละกา จะมีสถานที่ท่องเที่ยวไหนให้ได้ไปตะลุยในวันหยุดนี้กันบ้าง

ตะลุยกัวลาลัมเปอร์ – มะละกา ไฮไลท์เด็ดแห่งมาเลเซีย

“กัวลาลัมเปอร์” เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย เป็นเมืองที่เดินทางได้ง่าย เพราะมีรถไฟฟ้าทั้งใจกลางเมืองและชานเมือง เมืองแห่งนี้เคยอยู่อันดับ 8 ของเมืองหลวงที่น่าเที่ยวที่สุดในโลกเมื่อปี 2015 มาดูกันดีกว่าว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวไหนบ้างที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กัวลาลัมเปอร์ได้ติดเมืองหลวงน่าท่องเที่ยวของโลก

สำหรับการเดินทางมายังกัวลาลัมเปอร์ สามารถบินตรงจากประเทศไทยและลงเครื่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KUL) จากนั้นใช้บริการรถไฟ KLIA Ekspres จากสนามบินไปยังสถานีขนส่ง KL Sentral ราคา 35 RM หรือนั่งรถบัส Sky Bus จากอาคาร KLIA 2 ไปยัง KL Sentral ราคา 10 RM

จองตั๋วเครื่องบิน

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น InterContinental Kuala Lumpur, Vistana Kuala Lumpur Titiwangsa และโรงแรมอื่นๆ ในกัวลาลัมเปอร์

1. ตึกแฝดปิโตรนาส (Petronas Twin Towers)

ตะลุยกัวลาลัมเปอร์ – มะละกา ไฮไลท์เด็ดแห่งมาเลเซีย 1. ตึกแฝดปิโตรนาส (Petronas Twin Towers)

พลาดไม่ได้กับกิจกรรมสุดฮิตสำหรับการเซลฟี่คู่แลนด์มาร์คของมาเลเซีย นั่นก็คือตึกแฝดปิโตรนาสหรือ อาคาร KLCC ที่มีดีกรีเป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก มีทั้งหมด 88 ชั้น สูง 451.9 เมตรรูปร่างของตึกได้รับแรงบันดาลใจจากเสาหินในศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ยังมีลักษณะเด่นอีกอย่างคือ มีการเชื่อมทั้งสองอาคารด้วยสะพานลอยฟ้า (Skybridge) ทำให้ตึกแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่แปลกตา และเมื่อถึงเวลากลางคืนตึกปิโตรนาสแห่งนี้ จะถูกระบายสีด้วยแสงไฟประดับประดาสุดอลังการ ถึงแม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของตึกคือสำนักงานของบริษัทต่างๆ ที่มาเช่าพื้นที่ แต่ที่นี่ก็ยังมีแหล่งชอปปิ้งใหญ่ที่สุดของมาเลเซียด้วย ซึ่งก็คือ ห้างสรรพสินค้าซูเลียเคเคแอล (Suria KLCC) ที่อยู่ในส่วนฐานของตึกแฝด

สำหรับการเดินทางไปเซลฟี่กับตึกแฝด สามารถขึ้นรถไฟฟ้า LRT สายปุตรา ลงที่สถานี KLCC ได้เลย ที่นี่จะเปิดให้เข้าชมวันอังคาร – ศุกร์ เวลา 9.30 – 17.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 9.30 – 18.30 น. และปิดในวันจันทร์ สำหรับค่าเข้าชมนั้น หากต้องการชมแค่ Skybridge อย่างเดียวจะเสีย 10 RM แต่ถ้าอยากจะไปทั้ง Skybridge และขึ้นไปบน Observation desk บนยอดตึกด้วย ก็จะเสียค่าเข้า 40 RM

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น Oasia Suites Kuala Lumpur, Artez Maison At Setia Sky Residences และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ Petronas Twin Towers

2. บูกิตบินตัง (Bukit Bintang)

2. บูกิตบินตัง (Bukit Bintang) 2. บูกิตบินตัง (Bukit Bintang) 2. บูกิตบินตัง (Bukit Bintang) 2. บูกิตบินตัง (Bukit Bintang)

ย่านสวรรค์ของนักช็อปที่มาเยือนกัวลาลัมเปอร์ คงหนีไม่พ้น ย่าน Bukit Bintang ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าและห้างร้านต่างๆ ที่อัดแน่นกันมาให้เดินช็อปกันแบบขาลากเลยทีเดียว และในช่วงเวลากลางคืน ที่นี่ก็ยังไม่หลับใหล เพราะยังมีถนนอาหรับ แหล่งรวมร้านอาหารแบบชาวอินเดีย และ Street Food ที่เต็มไปด้วยอาหารท้องถิ่นของมาเลเซีย ให้เดินชิล เดินชิมกันอีกหลายชั่วโมง

สำหรับการเดินทางไปช็อปปิ้งที่ย่าน Bukit Bintang สามารถนั่งรถไฟฟ้า LRT สายปุตรา ลงที่สถานี Bukit Bintang ได้เลย

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น WOLO Bukit Bintang, Gold3 Boutique Hotel และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ Bukit Bintang

3. หอคอยกัวลาลัมเปอร์ (KL Tower/ Menara Kuala Lumpur)

3. หอคอยกัวลาลัมเปอร์ (KL Tower/ Menara Kuala Lumpur)

Credit Photo : http://travelguide.easybook.com/destinations/malaysia/menara-kl-tower/

Credit Photo : https://www.menarakl.com.my/index.php/attractions/tower-experience/observation-deck

3. หอคอยกัวลาลัมเปอร์ (KL Tower/ Menara Kuala Lumpur) 3. หอคอยกัวลาลัมเปอร์ (KL Tower/ Menara Kuala Lumpur)

หอคอยกัวลาลัมเปอร์ (KL Tower / Menara Kuala Lumpur) เป็นหอคอยที่สูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก หอคอยแห่งนี้ถูกใช้เป็นหอส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ รวมถึงด้านบนสุดของหอคอยมีผนังกระจกรอบด้านจึงถูกใช้เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของชาวมาเลเซียและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้หอคอยกัวลาลัมเปอร์ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนบูกิตนานาสที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย ทำให้บริเวณรอบๆ หอคอยแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี

สำหรับการเดินทางมาชมวิวความสวยงามของเมืองกัวลาลัมเปอร์จากมุมสูงที่หอคอยกัวลาลัมเปอร์แห่งนี้ สามารถนั่งรถไฟ Monorail มาลงที่ Bukit Nanasจากนั้นต่อรถ Shuttle Bus ไปยังหอคอย โดยจะเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9.00 – 22.00 น. มีค่าเข้าชมดังนี้

ประเภทตั๋ว ผู้ใหญ่ (RM) เด็ก (RM)
Observation Deck 52 31
Sky Deck 105 55

 

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น Furama Bukit Bintang, The Kuala Lumpur Journal และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ KL Tower/ Menara Kuala Lumpur

4. Sunway Lagoon

4. Sunway Lagoon 4. Sunway Lagoon 4. Sunway Lagoon 4. Sunway Lagoon

Credit Photo : https://sunwaylagoon.com

สวนน้ำแสนสนุกของชาวมาเลเซีย ที่ไม่ได้มีแค่สวนน้ำ เพราะยังมีเครื่องเล่นแสนสนุกอีกมากกว่า 80 ชิ้น โดยแบ่งออกเป็น 5 โซนได้แก่ Nickelodeon Lost Lagoon, Water Park, Amusement Park, Wildlife Park, Extreme Park และ Scream Park แต่ไฮไลท์เด็ดของที่นี่ก็คือ ชายหาดโต้คลื่นเทียม ที่สามารถสร้างคลื่นได้สูงถึง 8 ฟุต และกว้างกว่า 13,000 ตารางเมตร ให้ได้เล่นกันอย่างสนุกสนานเต็มที่

สำหรับการเดินทางไปยัง Sunway Lagoon Theme Park สามารถนั่งรถประจำทาง สาย U63, U67 และลงที่ Sunway Pyramid ส่วนอัตราค่าบัตรผ่านประตูมีดังนี้ ผู้ใหญ่ 120 RM, เด็ก 90 RM และบัตรแบบครอบครัว (ผู้ใหญ่ 2 คน เด็ก 2 คน) ราคา 275 RM

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น Resort Suites At Bandar Sunway, Raintree Resort Suites At Bandar Sunway และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ Sunway Lagoon

5. ถ้ำบาตู (Batu Caves)

5. ถ้ำบาตู (Batu Caves) 5. ถ้ำบาตู (Batu Caves) 5. ถ้ำบาตู (Batu Caves) 5. ถ้ำบาตู (Batu Caves)

ถ้ำบาตู เป็นถ้ำหินปูน ที่ด้านในเป็นวัดและสถานที่ประกอบพิธีกรรมในศาสนาฮินดูสำหรับไฮไลท์ของที่นี่ ที่เป็นจุดฮิตในการถ่ายภาพของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมความสวยงามของถ้ำแห่งนี้ คือรูปปั้นพระขันธกุมารที่สูง 42.7 เมตร ซึ่งเป็นเทพในศาสนาฮินดูองค์ใหญ่สีทองอร่ามที่ตั้งอยู่ปากถ้ำ ซึ่งมีความเชื่อกันว่า หากใครที่มีภาระหรือปัญหาที่หนักหนา หากไปขอพรกับท่าน ปัญหาหรือภาระนั้นก็จะเบาลง ส่วนด้านหลังเป็นบันไดที่เดินขึ้นถึงปากถ้ำจำนวน 272 ขั้น ส่วนภายในถ้ำจะมีรูปปั้นเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ท่ามกลางแสงไฟสีส้ม ให้เที่ยวชม

สำหรับการเดินทางมายังถ้ำบาตู ให้นั่งรถไฟ KTM Komuter มาลงที่สถานี Batu Caves ซึ่งเป็นสถานีสุดท้าย ที่นี่จะเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9.00 – 21.00 น. และไม่เสียค่าเข้าชม

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น ZEN-Rooms Batu Caves, Hill Inn Hotel Batu Cave และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ Batu Caves

6. มัสยิดสีชมพู (Putra Mosque)

6. มัสยิดสีชมพู (Putra Mosque) 6. มัสยิดสีชมพู (Putra Mosque) 6. มัสยิดสีชมพู (Putra Mosque) 6. มัสยิดสีชมพู (Putra Mosque)

มัสยิดสีชมพูแห่งนี้ มีชื่อว่า มัสยิดปุตรา (Putra Mosque) อยู่ในเมืองปุตราจายา (Putrajaya) เมืองแห่งใหม่ของมาเลเซีย ที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของการบริหารประเทศ มัสยิดสีชมพูแห่งนี้สร้างขึ้นเมือปี ค.ศ.1997 ด้วยหินแกรนิตสีกุหลาบและสถาปัตยกรรมที่สวยงามตามหลักศาสนาอิสลาม มีหอคอยสูง 116 ม. ทั้งหมด 5 ยอด ที่เป็นสัญลักษณ์ของเสาหลักทั้งห้าในศาสนาอิสลาม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากมัสยิดโอมาร์ (Sheikh Omar Mosque) ในกรุงแบกแดด ตัวมัสยิดตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลสาบปุตราจายา ส่วนด้านหน้าของมัสยิดคือ ปุตราสแควร์ (Putra Square)

มัสยิดปุตรา (Putra Mosque) เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน แต่แบ่งเป็นรอบๆ ดังนี้ วันเสาร์ – วันพฤหัสบดี เปิดให้ชมเวลา 9.00 – 12.30 น. / 14.00 – 16.00 น. / 17.30 – 18.00 น. และวันศุกร์ ในเวลา 15.00 – 16.00 น. / 17.30 – 18.00 น. และหากใครที่สนใจจะเข้าชมความสวยงามของมัสยิด ควรแต่งกายให้เรียบร้อย โดยใส่กางเกงขายาวและเสื้อแขนยาวทั้งชายและหญิง สำหรับการเดินทางจากกัวลาลัมเปอร์ไปยังเมืองปุตราจายาวิธีง่ายที่สุด คือ นั่งรถไฟฟ้า KLIA Transit จากสถานี KL Sentral ไปลงที่สถานี Putrajaya ค่าโดยสารรถไฟ 9.5 RM จากนั้นเดินไปตาม Skywalk ไปยัง Bus Terminal แล้วต่อรถบัสสาย 502 เพื่อไปยังมัสยิดปุตรา (Putra Mosque)

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น Putrajaya Shangri La, Pullman Putrajaya Lakeside และโรงแรมอื่นๆ ใน Putrajaya

มะละกา

ในส่วนของ “มะละกา” เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเล จึงเคยเป็นเมืองท่าของเส้นทางเดินเรือค้าขายระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออก ทำให้ถูกล่าอาณานิคมจากโปรตุเกส อังกฤษ ญี่ปุ่น และท้ายที่สุดมาเลเซียก็ได้ประกาศอิสรภาพในปี ค.ศ. 1957 ทำให้มีตึกอนุสรณ์ประกาศอิสรภาพที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางเมืองแห่งนี้ และเหตุนี้เองทำให้เมืองมะละกานั้น ถูกผสมผสานด้วยวัฒนธรรมของชาวโปรตุเกส ดัตช์และมาเลย์ สะท้อนออกมาสู่สถาปัตยกรรมต่างๆ ที่กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในปัจจุบัน

สำหรับการเดินทางมายังมะละกา สามารถบินตรงจากประเทศไทย (สนามบินดอนเมือง) และลงเครื่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KUL) จากนั้นใช้บริการรถบัสจากหน้าสนามบินไปยังมะละกา จะมีรถออกทุก 1.30 ชั่วโมง ค่าโดยสาร ผู้ใหญ่ 21.90 RM เด็ก 16.50 RM และลงที่สถานีรถบัสของเมืองมะละกา (Melaka sentral) จากนั้นต่อรถบัสสาย 17 ค่าโดยสาร 1 RM เพื่อเข้าเมืองมะละกา โดยเลือกลงที่จตุรัสดัตช์ (Dutch Square) แล้วใช้วิธีเดินหรือนั่งสามล้อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองมะละกา ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก

จองตั๋วเครื่องบิน

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น Hatten Hotel Melaka, Estadia Hotel และโรงแรมอื่นๆ ในมะละกา

1. จตุรัสดัตช์ (Dutch Square)

1. จตุรัสดัตช์ (Dutch Square) 1. จตุรัสดัตช์ (Dutch Square) 1. จตุรัสดัตช์ (Dutch Square)

จตุรัสดัตช์ (Dutch Square) เป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวดัตช์ในยุคล่าอาณานิคม ทำให้ที่นี่มีกลุ่มอาคารเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยนั้น โดยมีลานน้ำพุแบบอังกฤษอยู่กลางจัตุรัส และที่โดดเด่นที่สุดคืออาคารสตัดธิวท์ (Stadhuys) เป็นอาคารสีแดงเข้มที่ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ของเมืองมะละกา ส่วนด้านหน้าจัตุรัสในปัจจุบันกลายเป็นแหล่วงรวมสินค้าของฝาก ของที่ระลึกจากเมืองมะละกา

เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แต่ละที่ของมะละกานั้นอยู่ไม่ไกลกันมาก จึงสามารถใช้การเดินไปยังจุดต่างๆ ได้ และสามารถใช้บริการสามล้อถีบที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้เต็มคันที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองมะละกาได้เช่นกัน

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น 5 Heeren, The Majestic Malacca และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ Dutch Square

2. โบสถ์เซ็นปอล (St. Paul Church)

2. โบสถ์เซ็นปอล (St. Paul Church) 2. โบสถ์เซ็นปอล (St. Paul Church) 2. โบสถ์เซ็นปอล (St. Paul Church) 2. โบสถ์เซ็นปอล (St. Paul Church)

โบสถ์เก่าไร้หลังคาแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเซ็นต์ปอลถูกสร้างโดยคณะบาทหลวงนิกายเยซูอิตตั้งแต่ในช่วงที่โปรตุเกสได้เข้ามาปกครองเมืองมะละกา ในปี ค.ศ.1753 โดยด้านหน้าตัวโบสถ์จะเป็นรูปปั้นของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์(Francis Xavier) ส่วนด้านในก็จะเป็นสุสานของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์(Francis Xavier) เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถชมวิวทะเลและทัศนียภาพของเมืองมะละกาจากด้านบนเนินเขาเซ็นต์ปอลได้อีกด้วย

สำหรับการเดินไปยังโบสถ์เซนต์ปอลนั้น สามารถเดินขึ้นไปจากอาคารสตัดธิวท์ หรือ ป้อม A’Famosa ก็ได้เช่นกัน

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น Estadia Hotel, Novotel Melaka และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ St. Paul Church

3. หอคอยมะละกา (Melaka Sky Tower)

3. หอคอยมะละกา (Melaka Sky Tower)

Credit Photo : http://www.robynaroundtheworld.com/weekend-in-melaka-malaysia

Sky-Tower-Malacca2

Credit Photo : http://www.touropia.com/attractions-in-melaka

Sky-Tower-Malacca2

Sky-Tower-Malacca3

Credit Photo : http://travel.bf-1.com/category/malaysia

หอคอยมะละกา (Melaka Sky Tower) เป็นคอหอยที่มีความสูง 110 เมตร เป็นหอคอยแห่งแรกในประเทศมาเลเซียที่สามารถหมุนได้รอบแบบ 360 องศา ที่หอคอยแห่งนี้จะมีห้องกระจกที่เอาไว้ชมทัศนียภาพของเมืองมะละกา จุคนได้ทั้งหมด 66 คน โดยจะหมุนไปรอบๆ อย่างช้าๆ เพื่อให้ได้ชมวิวเมืองมะละกาทั้งเขตเมืองเก่า เขตเมืองใหม่ ทะเล แม่น้ำ รวมถึงช่องแคบมะละกาด้วย

สำหรับการเดินทางไปยังหอคอยมะละกา สามารถนั่งรถบัสสาย 17 ไปลงที่หอคอยได้เลยหรือเดินจากจตุรัสดัตช์ (Dutch Square) ก็ไม่ไกล โดยค่าเข้าชมในห้องกระจกแบบ 360 องศาจะอยู่ที่ 20 RM ต่อรอบ

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น The Shore Hotel Residences, The Pines Melaka และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ Melaka Sky Tower

4. มัสยิดเซลัทมะละกา (Melaka Straits Mosque)

4. มัสยิดเซลัทมะละกา (Melaka Straits Mosque) 4. มัสยิดเซลัทมะละกา (Melaka Straits Mosque) 4. มัสยิดเซลัทมะละกา (Melaka Straits Mosque) 4. มัสยิดเซลัทมะละกา (Melaka Straits Mosque)

มัสยิดติดทะเลที่น่าไปเก็บภาพช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกแห่งนี้ มีชื่อว่ามัสยิดเซลัทมะละกา (Melaka Straits Mosque) และเมื่อระดับน้ำในทะเลสูงขึ้น มัสยิดแห่งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะลอยน้ำอยู่ ที่นี่มักจะมีนักท่องเที่ยวและชาวมะละกามาเก็บภาพความสวยงามของมัสยิด และนั่งรับลมชมวิวพระอาทิตย์ตกทะเลในช่วงเย็นของทุกวัน และถ้าหากนั่งรอไปจนถึงช่วงค่ำที่มัสยิดก็จะเปิดไฟส่องไปที่ตัวมัสยิดให้สวยงามขึ้นไปอีก

สำหรับการเดินทางไปที่นี่ สามารถใช้บริการแท็กซี่ หรือเช่าจักรยาน เพราะการเดินทางยังไม่สะดวกมากนัก และแนะนำให้ไปก่อนพระอาทิตย์ตกเพื่อจับจองมุมดีๆ สำหรับถ่ายภาพ

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น Quayside Hotel, The Straits Hotel Suites และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ Melaka Straits Mosque

5. ถนนคนเดินยองเกอร์ (Jonker Walk)

มัสยิดเซลัทมะละกา (Melaka Straits Mosque) 5. ถนนคนเดินยองเกอร์ (Jonker Walk) 5. ถนนคนเดินยองเกอร์ (Jonker Walk) 5. ถนนคนเดินยองเกอร์ (Jonker Walk)

ถนนในย่านเมืองเก่าของมะละกา ที่มีตึกเรียงรายสองข้างแบบสถาปัตยกรรมแบบชิโน – โปรตุเกส คล้ายกับตึกเก่าที่ภูเก็ตบ้านเรา ที่นี่ได้กลายเป็นย่านช็อป ชิม ชิล และที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ที่คึกคักกันทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงเย็นของวันหยุดปลายสัปดาห์อย่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่นี่จะกลายเป็นถนนคนเดิน มีแม่ค้าตั้งแผงขายของเรียงรายกันเต็มสองข้างถนน ทั้งของใช้ ของฝาก ของที่ระลึก และของกินที่ห้ามพลาดชิมเลยทีเดียว

สำหรับการเดินทางมาชิลที่นี่ ก็สามารถเดินมาได้ เพราะไม่ไกลจากย่านท่องเที่ยว หรือสามารถนั่งสามล้อดอกไม้มาก็ได้เช่นกัน

สำหรับโรงแรมและที่พักใกล้เคียง เช่น Layang Layang Guest House, Kaya Residence และโรงแรมอื่นๆ ใกล้ Jonker Walk

มาเยือนถึงเมืองเก่ามะละกาทั้งที นอกจากเที่ยวชมสถานที่อิงประวัติศาสตร์แล้ว ก็ต้องห้ามพลาดลองลิ้มชิมรสเมนูเด็ด ร้านดัง ของเมืองนี้ เช่น

1. เมนูข้าวมันไก่ลูกบอลไหหลำ ที่ร้าน Kedai Kopi Chung Wah

Kedai-Kopi-Chung-Wah

Credit Photo : http://globalcitizensam.asia/the-melaka-eating-marathon

จุดเด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของร้านนี้ คือการปั้นข้าวเป็นลูกกลมๆ เหมือนลูกบอล แต่นอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นแล้ว อีกอย่างที่สำคัญที่สามารถเรียกแขกเข้าร้านได้ตลอดเวลา เรียกว่ามีคนต่อคิวรอยาวเหยียดนั่นก็คือรสชาติที่กลมกล่อมของข้าวมันไก่สูตรไหหลำแบบดั้งเดิม ทั้งข้าวมัน ไก่ต้มเนื้อนุ่ม และน้ำจิ้มรสเด็ด ที่ผสมผสานอย่างลงตัว ร้านนี้เปิดขายวันอังคาร – อาทิตย์ เวลา 08.30 – 14.30 น. สามารถเดินจากถนน Jonker Walk ไปทางสะพาน Tan Kim Seng ก็จะเจอร้านนี้อยู่ทางขวามือ

2.เมนู Nyonya Assam Laksa ที่ร้าน Jonker 88

Jonker-88

Credit Photo : http://blog.seasonwithspice.com/2011/09/penang-asam-laksa-recipe.html

ร้านขายข้าวสารพัดหน้าและก๋วยเตี๋ยวน้ำแกงกะทิ หรือที่มีชื่อว่า Laksa ซึ่งเมนูเด็ดของร้านนี้ต้องยกให้ Nyonya Assam Laksa เมนูที่มีน้ำซุปรสเข้มข้น ทั้งเปรี้ยวและเผ็ด เสิร์ฟพร้อมเส้น Laksa เหนียวเด้งคล้ายเส้นอุด้ง เคล้าด้วยเครื่องเคียงหลากหลาย ซึ่งเราสามารถเลือกได้เอง ร้าน Jonker 88 นี้ ตั้งอยู่ที่ถนน Jonker Walk จะเปิดขายกันทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น.

3. เมนู Cendol ที่ร้าน San Shu Gong Lao Qian Ice

San-Shu-Gong-Lao-Qian-Ice

Credit Photo : http://aminoapps.com/page/food/2052026/cendol

เป็นร้านที่ขายขนมหวานและเครื่องดื่ม โดยมีเมนูน่าลองอย่าง Cendol หรือลอดช่องสไตล์มาเลย์นั่นเอง เป็นลอดช่องเส้นสีเขียวแบบบ้านเรา แต่เพิ่มเครื่อง เช่น ถั่วแดง ลูกชิด เยลลี่ ถั่วดำ ทุเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมด้วยการโปะน้ำแข็งเกล็ด แล้วราดด้วยน้ำตาลมะพร้าวและน้ำกะทิปิดท้ายเพิ่มรสหวานหอม ทานคลายร้อนได้ดี ส่วนร้านนี้หาไม่ยาก เพราะหน้าร้านเป็นสีแดงแด่น ตั้งอยู่ตรงสี่แยกทางเข้าถนน Jonker Walk